Published on SPECIAL ISSUE
เราก็รู้สึกว่าเขามีความหมายกับเรามาก ผ่านช่วงเวลาที่แย่ๆ มาด้วยกัน รู้สึกว่าต้องดูแลกันไปให้ถึงที่สุด เวลากอดเขา มันทำให้เรามีความสุข เราเศร้า ร้องไห้ หรือมีปัญหาชีวิต เรียกว่าทุกเรื่องที่เรามีปัญหาเลย ถ้าได้กอดกันความรู้สึกนั้นจะหายไปเร็วขึ้น

กาลครั้งนั้น…ฉันเคยเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง

เรื่องและภาพ : howl intern

“มะเร็ง” ที่ใครๆ ก็ไม่อยากเป็น แต่กับผู้หญิงคนนี้ที่เคยเป็นผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมาก่อน เขาได้ต่อสู้จนผ่านวิกฤตมาได้ด้วยกำลังใจน้อยๆ 2 ตัว

การที่คนหนึ่งคนจะต้องป่วยหนักหรือเป็นโรคร้ายที่เรียกว่า “มะเร็ง” ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต ณ เวลานั้นจริงๆ นึกไม่ออกเลยว่าจะต้องเครียดแค่ไหนกัน ไหนจะต้องเป็นห่วงคนรอบข้าง คนที่เรารัก เขาจะรู้สึกยังไงกันบ้างนะ คงรู้สึกแย่ไม่ต่างไปจากคนป่วยเลย แถมยังต้องใช้ชีวิตวนเวียนเข้าออกโรงพยาบาล หรือนอนอยู่บนเตียงในห้องสี่เหลี่ยมแสนน่าเบื่อนี่อีก ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด มันช่างน่าหดหู่และหมดกำลังใจเสียจริง…

บทสัมภาษณ์ของคุณตาล –  ณัชชา พงษ์ภูริพัฒน์ ที่จะมาเปิดประสบการณ์ของมะเร็งตัวร้าย และร่วมแชร์เรื่องราวในวันเวลาเลวร้ายเหล่านั้นที่ได้ผ่านมาจนแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจในปัจจุบัน

ต้องขอเล่าก่อนว่าเรารู้จักคุณตาลจากโพสต์ใน facebook ที่ได้เขียนเล่าเรื่องราวในตอนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือตั้งแต่ปี 2558 และสามารถผ่านวันเหล่านั้นมาได้ด้วย 2 กำลังใจจิ๋ว อย่างเจ้าเดอร์บี้และดีเดย์ สุนัขพันธุ์ชิวาว่าทั้งสอง คุณตาลได้ยืนยันว่า “สุนัขบำบัด” นั้นมีอยู่จริงและเห็นผลจริงๆ เราจึงอยากทำความรู้จักและรู้เรื่องราวถึงเบื้องลึกเพิ่มมากขึ้น จนเกิดเป็นบทสัมภาษณ์นี้ขึ้นมา…

.

.

ความคิดแรก .. เมื่อรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ตอนแรกที่รู้เราคุยกับอาจารย์หมอที่ดูแลเคสเรา คำถามแรกที่ถามก็คือ เราเลี้ยงสุนัข เราควรทำยังไง เรายังสามารถอยู่กับเขาได้อย่างเดิมหรือเปล่า หมอก็บอกว่าอยากให้เลี่ยง เพราะช่วงที่ให้คีโมร่างกายเราจะอ่อนแอ เราไม่รู้ว่าจะมีเชื้อโรคอะไรแอบแฝงอยู่ในตัวสุนัขหรือในที่ทำงานของเรา ตอนนั้นบอกตรงๆ  เลยว่าใจมันก็วูบเหมือนกัน จากปกตินอนอยู่ด้วยกันทุกวัน วันนึงอยู่ดีๆ หมอก็บอกให้ห่างกันสักพัก เราก็ใจเสียไปเลย พอกลับบ้านมาได้ประมาณ 3 วัน เราก็เริ่มตกตะกอนในความคิดมากขึ้น เรานั่งร้องไห้ เริ่มคิดกับตัวเองว่า ทำไมถึงต้องเป็นเราด้วย ตอนนั้นชีวิตเรากำลังแฮปปี้มาก เราไม่รู้จะทำยังไงแล้ว การระบายออกที่ดีที่สุดตอนนั้นก็คือการร้องไห้อย่างเดียว ในตอนนั้นเราทำร้านอาบน้ำตัดขน ทำโรงแรมสุนัข ชีวิตเราตั้งแต่เช้าจนค่ำก็จะวนเวียนอยู่กับการที่ดูแลสุนัขลูกค้า เรามีความสุขมากกับการที่เข้าไปรับสุนัขลูกค้า ได้เข้าห้องตัดขน พาสุนัขว่ายน้ำ หรือแม้กระทั่งพาสุนัขของตัวเองไปก็คือ เดอร์บี้และดีเดย์

ตอน กำเนิดเดอร์บี้ & ดีเดย์

เราซื้อเขามาเลี้ยงตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่คอนโด เรายังไม่ได้ทำธุรกิจส่วนตัว เป็นลูกจ้าง เป็นพนักงานบริษัท ตั้งแต่เกิดมาจำได้ว่าเราอยู่กับหมา วันที่เราคิดอยากเลี้ยง คือเราก็นั่งเสิร์ชเน็ต เราอยากเลี้ยงชิวาว่า เพราะห้องเรามันเล็ก อยู่คอนโดก็อยากเลี้ยงหมาจิ๋วๆ แล้วเราก็ได้ไปเจอเดอร์บี้ก่อน ขับรถไปที่ฟาร์มนครปฐม แต่แล้วก็ตัดสินใจว่ายังไม่เอา เล่นอยู่สักพักนึงแล้วก็กลับมา ผ่านไปแค่วันเดียว คือเหมือนชอบไปแล้ว ตอนนั้นเขาสีน้ำตาลตัวเล็กๆ แล้วตัวแค่ฝ่ามือจำได้ว่าเอาใส่กระเป๋าเสื้อได้ด้วยเราก็ขับรถกลับไปเอา ก็เป็นตัวแรกที่เลี้ยง พอเลี้ยงเดอร์บี้ไปได้ประมาณ 1 ขวบ ก็อยากเลี้ยงอีกตัวนึงก็เลยหาเสิร์ชหาในเน็ตเหมือนกัน แล้วก็ไปเจอดีเดย์ รอบนี้เป็นฟาร์มแถวสมุทรปราการ ดูจากรูปเสร็จไปถึงเจอหน้าก็ตกลงเอาเลย ไม่ได้คิดอะไรเยอะเลยเพราะใจอยากได้หมาสีช็อกโกแลตหรือไม่ก็สีดำที่มีคิ้ว เพราะฉะนั้นสองพี่น้องก็จะอายุห่างกัน 7-8 เดือน

.


.

จุดเปลี่ยนที่ทำให้มีกำลังใจต่อสู้กับการรักษา

หลังจากเราตกผลึกแล้วว่าเราเป็นมะเร็งจริงๆ เรานอนร้องไห้อย่างหนักอยู่ในห้องทำงาน แล้วเขาก็อยู่ ทั้ง 2 ตัวด้วย พอเขาเห็นเราน้ำตาไหล ดีเดย์ก็เริ่มปีนขึ้นมาหาเลย แล้วก็มาเลียๆ เลียหน้าเลียตาเราไปหมด แล้วเราก็เริ่มคิดได้ เอ้อ .. ไม่เป็นอะไรน่า เราบอกเขาว่า “หม่าหมี้ไม่เป็นอะไรลูก หม่าหมี้หายแล้ว” กอดเดอร์บี้ เขาก็เลียกลับ เราก็เลยคิดว่า เราเป็นอะไรไม่ได้นะตอนนี้ อยากอยู่กับเขาไปนานๆ แล้วก็หยุดร้อง นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราต้องหยุดร้องได้แล้ว ตั้งสติแล้วเดินหน้าต่อว่าจะต้องทำอะไรบ้าง การรักษาเป็นยังไง เราต้องดูแลร่างกายยังไง คือมันเหมือนกระตุ้นความรู้สึกตัวเอง เขามาเลียน้ำตาเรา เหมือนเขารับรู้ได้ว่าเราเศร้า อย่างดีเดย์บางทีแค่แกล้งร้องเขาก็จะวิ่งมาแล้ว เวลาร้องไห้เราก็ไม่รู้ว่าเขารู้ว่าเราเศร้าจริงๆ หรือแค่น้ำตาเราเค็มอร่อยก็ไม่รู้ แต่เราก็มีกำลังใจมากขึ้นเพราะสิ่งนี้จริงๆ

ในวันที่ฉันป่วย การใช้ชีวิตร่วมกันก็ต้องเปลี่ยนไป

พอเริ่มให้คีโมก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตกับเขา เมื่อก่อนเราจะหอมจะฟัดตลอด ตอนนี้กลับทำไม่ได้แล้ว ก็ได้แต่ลูบหัวให้อาหารเขา เสร็จแล้วก็ต้องทำความสะอาด ล้างมือให้สะอาดตลอด เขาก็จะไม่ได้มานอนบนที่นอนด้วยแล้ว เขาต้องนอนฟูกที่พื้น เราเป็นแบบนี้กันอยู่ประมาณ 8 เดือนเต็มๆ ในใจคิดว่าโอเคได้แค่นี้ก็ดีแล้ว ดีกว่าจะต้องแยกกัน หรือเอาเขาไปที่อื่นเลย เราหันไปมองเขา เราก็คิดว่า เราไม่ได้พาเขาออกไปไหนเลย แล้วก็พาเขาไปเที่ยว ในช่วงที่รักษาตลอด 8 เดือน หมอบอกว่าพยายามทำจิตใจให้ผ่อนคลาย อย่าเครียด อย่าพยายามคิดให้เป็นทุกข์ เราก็คิดว่าถ้าเราอยู่แต่ในกรุงเทพฯ หรืออยู่แต่ในห้องก็น่าเบื่อ เราก็จะจมอยู่กับความคิดตัวเองวนไปวนมาว่าฉันป่วย เราก็เลยพาเขาไปเขาใหญ่ เหมือนเราได้ไปเติมพลัง แล้วก็ไปสูดอากาศด้วย เราพยายามออกไปทำงานที่ร้านแบบที่ไม่ได้บอกหมอ เราใส่แมสไว้ แล้วก็จะพยายามไม่เข้าไปห้องตัดขน อยู่แต่โซนด้านนอกที่รับลูกค้า เหมือนกับเราพยายามใช้ชีวิตให้ปกติที่สุด

.

.

ช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน .. มันช่างดีเหลือเกิน

กิจกรรมที่ชอบทำที่สุดน่าจะเป็นการถ่ายรูป คือเราเป็นคนชอบถ่ายรูป แล้วบังเอิญว่าหมาเราก็พูดรู้เรื่อง ถ่ายได้ไม่ยาก จับให้อยู่ยังไงก็อยู่อย่างนั้น มันก็เลยกลายเป็นความชอบ เราถ่ายรูปเขาบ่อยมากตั้งแต่เด็ก เรียกถ่ายรูปเขาก็จะรู้เรื่อง บางทีถ่ายเสร็จเราพูดว่า เสร็จแล้ว! เขาก็จะเดินแยกออกจากกันไปเลย มีอีกหนึ่งกิจกรรมที่ชอบก็คือ การออกไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือไปคาเฟ่ด้วยกัน คือเขาชอบออกนอกบ้านมาก เพราะเมื่อก่อนตอนที่เราทำร้านอาบน้ำตัดขนก็ต้องออกจากบ้านทุกเช้า เขาก็จะรู้สึกว่าได้ออกไปเที่ยวข้างนอก เวลาขับรถผ่านร้านเขาก็จะร้องส่งเสียง จนเราก็งงว่าเขารู้ได้ยังไง ดูจากอะไร

มะเร็งให้อะไรกับเราบ้าง ?

มะเร็งเข้ามาเปลี่ยนกระบวนความคิดเรามากกว่า ทั้งเรื่องความคิดและอารมณ์ เราจะไม่เสียเวลากับเรื่องที่ไม่ควรเสียเวลา เราไม่ควรจะไปโกรธ เกลียด หรือเจ็บแค้นใครนานๆ  คือเราไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ เราจะมีปัญหากับใคร อย่างกับคนในครอบครัว พ่อ แม่ หรือเพื่อน ถ้าเรามีปัญหาต้องพยายามที่จะเคลียร์ให้จบ จะไม่ให้ค้างคา ก่อนหน้านี้เป็นคนมองโลกในแง่บวกอยู่แล้ว แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามันเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เวลาเราเห็นใครเขามีอารมณ์โมโหฉุนเฉียว เราจะรู้สึกว่าเขากำลังเสียเวลาอยู่ มันไม่มีประโยชน์เลย สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า เพราะเราไม่รู้เลยว่าเราจะตายเมื่อไหร่ ตอนนั้นรู้สึกเหมือนความตายมันใกล้มาก เราจะเสียจังหวะเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในมือแพทย์ก็ตาม แต่เราก็ไม่รู้เลยว่าร่างกายเราจะติดเชื้ออะไรเมื่อไหร่ เราสามารถตายได้ตลอดเวลา เราเลยคิดว่าโรคนี้มาปรับกระบวนความคิดมากกว่า จากเดิมที่คิดว่าตัวเองเป็นคนใจเย็นอยู่แล้ว ตอนนี้ก็อารมณ์ขันมากขึ้น เรื่องหงุดหงิดโมโหก็ปล่อยผ่าน ช่างมัน

.

.

ป่วยกาย .. ใจห้ามป่วย

อยากบอกคนที่กำลังป่วยว่าเราต้องเพิ่มพลังให้หัวใจของตัวเอง เพราะว่าพลังตัวนี้มันส่งผลไปถึงคนรอบข้างด้วย นั่นหมายความว่าเวลาเราป่วย เราก็จะมีคนที่ดูแล ถ้าเราทำตัวเองอ่อนแอ บอกตัวเองว่าเราป่วยเราแย่ คนรอบข้างก็จะรู้สึกแย่ตามไปด้วย อย่างเราบอกเพื่อนทุกคนที่มาเยี่ยมว่าไม่ต้องร้องไห้นะ ห้ามมาหาเราแล้วดราม่าใส่ ถ้ามาล้อว่าเราไม่มีผม หรือเหมือนตัวอะไรที่น่าเกลียดยังจะรู้สึกดีกว่า เราอยากจะบอกว่ารีแอคชั่นของคนรอบข้างก็มาจากตัวคนป่วยนี่แหละ เชื่อว่าเราสามารถครีเอทได้ ว่าเราจะป่วยแบบไหน เราจะป่วยแบบเป็นผู้ป่วยที่นอนซมทำอะไรไม่ได้ มันก็จะเป็นสภาพนั้น จิตใจก็จะขุ่นมัว จะทำอะไรก็ไม่แฮปปี้ เพราะฉะนั้นให้ดูแลจิตใจของตัวเองดีๆ อย่าเพิ่งไปคิดอะไรล่วงหน้าเยอะ ให้อยู่กับปัจจุบัน อย่างตอนที่เราป่วย ก็จะคุยตัวเองว่า วันนี้ฉันตื่นขึ้นมา ฉันกำลังอาบน้ำนะ ยืนอาบน้ำได้เราก็มีความสุขแล้ว เราไม่ต้องนอนจมอยู่เฉยๆ คืออยู่กับตัวเอง ณ วันนี้แล้วพยายามหาข้อดีในแต่ละวันของตัวเอง หรือหาความสุขในแต่ละวัน เช่น วันนี้ฉันไม่อาเจียนเลย หรือวันนี้อาเจียน 2 รอบเองดีจัง คือเราสามารถที่จะมีความสุขกับอะไรเล็กๆ น้อยๆ ได้ในแต่ละวัน อย่าเพิ่งคิดไปไกล อย่าไปคิดว่าเราจะตายหรือไม่ตาย อยู่กับปัจจุบันแล้วก็ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดดีกว่า

สำคัญที่สุด คือคนข้างกาย

ฝากถึงคนรอบข้าง ญาติพี่น้องของคนป่วย เราเชื่อว่าคนป่วยเขารู้อยู่แล้วว่ามันหดหู่ เขาหดหู่กับตัวเองมากพออยู่แล้วเพราะเขาป่วย เพราะฉะนั้นคนรอบข้างไม่จำเป็นจะต้องไปบอกหรือไปทำอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าเขาป่วย เรารู้สึกว่าถ้าคนรอบข้างมาด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง มาเติมพลังให้กัน น่าจะช่วยทำให้คนป่วยผ่านความเจ็บป่วย แล้วก็ผ่านช่วงเวลาแย่ๆ ของเขาไปได้ง่ายขึ้น

.

.

ผลของ Animal therapy ดีอย่างไร ?

สำหรับตัวเราแล้วมันช่วยมากๆ มันเป็นความรู้สึกทางใจ เวลาเรารู้สึกไม่สบายใจ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ก็จะนึกถึงหมา สมมติว่าต้องเลือกแฟนกับหมา ถ้าแฟนเราไม่แฮปปี้กับหมา เราก็เลือกหมา คือเรารู้สึกว่า เราจะทิ้งเขาไปได้ยังไง เขาจะอยู่ยังไง แล้วเราก็รู้สึกว่าเขามีความหมายกับเรามาก ผ่านช่วงเวลาที่แย่ๆ มาด้วยกัน รู้สึกว่าต้องดูแลกันไปให้ถึงที่สุด แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเขามีกลิ่นอะไรที่เวลาเรากอดเขา มันทำให้เรามีความสุข เราเศร้า ร้องไห้ หรือมีปัญหาชีวิต เรียกว่าทุกเรื่องที่เรามีปัญหาเลย ถ้าได้กอดกันความรู้สึกนั้นจะหายไปเร็วขึ้น รู้เลยว่ามันช่วยจริงๆ แล้วเราก็รู้สึกว่าหมาพันธุ์ชิวาว่าเป็นพันธุ์ที่เขาไม่ยอมให้เราคลาดสายตา คือเดินไปไหนก็เดินตาม เข้าห้องน้ำก็ตาม นี่คือสิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกได้ คือเราไม่ได้อยู่คนเดียว เขาคือเพื่อนที่ดีมากๆ เวลาเรากอดเขาเหมือนเราได้กอดเพื่อนที่ดีคนนึง เพื่อนที่ไม่ต้องพูด ความรู้สึกมันไม่ต่างกันกับเพื่อนสนิทเลย อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรหรอก แค่เราเห็นเขาอยู่ เราก็แฮปปี้แล้ว

“เราผ่านในทุกวันได้ เราให้เครดิตสุนัขตัวเองเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ตอนที่ป่วย เรื่องอื่นๆ ที่เข้ามาในชีวิตที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจด้วย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาช่วยอะไร เราแค่รู้สึกว่าเราได้กอดเขาแล้วสบายใจ หลายๆ อย่างมันจะเบาโหวง เราคุยด้วย เขาก็คงไม่รู้เรื่องอะไร แต่เรารู้สึกมีความสุขที่เราได้คุย ได้พาไปเที่ยว ได้ใช้ชีวิตอยู่กับเขา มันน่าจะช่วยในเรื่องของจิตใจมากกว่า.. มันไม่รู้จะอธิบายยังไงจริงๆ”